มีเริ่ม ก็มีหยุด

มีเริ่ม ก็มีหยุด ความจริงที่ปรากฏ กับสิ่งที่คล้ายๆ กัน สังขารออกมาที่นี่… แล้วก็หายไปที่นี่… ออกมาก็จับใส่ที่นี่… ตอนไปก็จับใส่ที่นี่… ดอกไม้ที่เขาให้ตอนมาก็ได้แบบนี้… ตอนไปก็ได้แบบนี้… บุคลากรทางการแพทย์ ตอนมาก็หมอสูติ… ตอนไปก็หมอผี… เครื่องมือของหมอมันก็แบบนี้… และก็แบบนี้… แล้วก็นิมนต์พระมาทำพิธี ตอนมาก็พิธีกรรมนี้… ไปก็พิธีกรรมนี้… แล้วก็เอาผ้ามาห่มมาห่อ ขามาก็เรียกว่าผ้าอ้อม… ขาไปก็เรียกว่าผ้าห่อศพ… ไปก็กลับ .. หลับก็ตื่น .. ฟื้นก็มี .. หนีก็พ้น ไปก็กลับ มาเกิดใหม่ในรูปอื่น หลับก็ตื่น ขึ้นมาอย่างฉงน ฟื้นก็มี นี้แน่ปุถุชน หนีก็พ้น วัฏฏนะเพื่อนเอ่ย

Posted in บทความธรรมะ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ตายแล้วเราจะไปเกิดที่ไหน

ตายแล้วเราจะไปเกิดที่ไหน อยากทราบไหมว่า ตายแล้วเราจะไปเกิดที่ไหน ธรรมดาชีวิต มีอยู่ 2 ธรรมดา คือธรรมดาเกิดและธรรมดาตาย ธรรมดาชีวิตทั้งหลายย่อมมีตายและมีเกิด เมื่อมีเกิดแล้วก็ต้องมีธรรมดาตาย และเมื่อตายแล้วก็มีธรรมดาเกิด ชีวิตเกิดมาด้วยอำนาจของกรรม กระทำความดีไว้มากในอดีตและปัจจุบัน ก็ตายดีไปสู่สุคติ กระทำความชั่วไว้มากทั้งในอดีตและปัจจุบัน ก็ตายเลวไปสู่ทุคติ พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนในเรื่องตายไว้มาก เฉพาะอย่างยิ่งในพระไตรปิฏกฉบับที่ 3 อันมีนามเรียกว่า “พระอภิธรรมปิฏก” เป็นธรรมะอันยิ่งใหญ่ เป็นสัจธรรมอันละเอียดสุขุมมาก ซึ่งพระพุทธองค์ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง พระพุทธองค์ตรัสสอนเราว่ามนุษย์ตายแล้วไปสู่ 5 ทาง ทั้งนี้สุดแต่ความประพฤติของมนุษย์แต่ละคน คือ 1. ไปสู่ยมโลก (อบายภูมิสมบัติ) 2. กลับมาสู่มนุษยโลก (มนุษยภูมิสมบัติ) 3. ไปสู่เทวโลก (เทวภูมิสมบัติ) 4. ไปสู่พรหมโลก (พรหมภูมิสมบัติ) 5. ไปสู่อุตตรโลก (นิพพานสมบัติ) ผู้เขียนขอกล่าวอย่างย่อ พอเข้าใจอย่างง่ายๆ ดังนี้ 1. ไปสู่ยมโลก มนุษย์ที่มีความประพฤติเลว เป็นมนุษย์ไม่รักษาศีล ชอบประพฤติทุศีล กระทำทุจริตคดโกงธนาคาร ชอบการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และสัตว์ เมื่อกายแตกละจากโลกนี้ไป ย่อมไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน, สัตว์เปรต, สัตว์นรก และสัตว์อสุรกาย ที่นิยมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อบายภูมิ เมื่อใช้กรรมในอบายภูมิสิ้นสุดลงแล้ว ก็จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ต่อไปอีก ตามที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวเช่นนี้ ผู้เขียนมีความเชื่อเพราะว่าผู้เขียนมีความเคารพในพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงกล่าวจากการตรัสรู้ในเรื่อง “ทศพลญาณ” มี 10 หัวข้อ ในข้อที่ 3 มีว่า “สัพพัตถคามีนีปฏิปทาญาณ” คือมีญาณหยั่งรู้ทางไปสู่ภูมิต่างๆ ของสรรพสัตว์ อันเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า หรือวิสัยของพระอรหันต์ มนุษยวิสัยอย่างเราซึ่งยังมีกิเลส ไม่สามารถจะหยั่งรู้ได้ …

Posted in บทความธรรมะ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ชีวิตที่เคย “ฆ่า”

ชีวิตที่เคย “ฆ่า” เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว สมัยที่ผมยังไม่อายุมากเท่าทุกวันนี้ ผมมีอาชีพรับราชการในจังหวัดที่ได้ชื่อว่ามีป่าไม้อุดมที่สุด เมื่อก่อนนี้ผมไม่รู้สึกรู้สาอะไรเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษเท่าไหร่นัก มีชีวิตในวัยหนุ่มค่อนข้างคุ้มค่าไม่ว่าจะเป็น เหล้า ผู้หญิง และการพนัน เพราะผมถือว่าชีวิตของคนเรานั้น ไม่ได้ยืนยาวนานอย่างที่เราคิด เมื่อเรามีโอกาสที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุข เราก็ควรตักตวงความสุขนั้นอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า ใครจะเดือดร้อนอะไรบ้าง? เล่าอย่างไม่อายเลยว่า ผมเคยแม้แต่กระทั่งย่องเข้าไปปล้ำลูกสาวชาวบ้าน ตอนที่ผมเข้าไปเที่ยวหา ความสบายในป่า เพราะคิดว่าเธอ และพ่อแม่ของเด็กสาวคนนั้นเป็นคนบ้านนอกคอกนา ไม่รู้ประสีประสา อาศัยความเป็น “ข้าราชการ” แกมบังคับ สมัยนั้น (หรือสมัยนี้ก็ตาม) ถือว่า การได้ร่วมหลับนอนกับเด็กสาวบริสุทธิ์เป็นเหมือนเครื่องชูกำลัง อย่างหนึ่ง ผมไม่ได้รู้สึกสำนึกบาปเลยที่ได้ทำอย่างนั้น เพราะคิดว่า เมื่อมีปัญหาเดือดร้อนขึ้นมา ผมสามารถ “เคลียร์” ได้ทุกอย่าง เพราะผมเป็นข้าราชการ และมี “เงิน” พอที่จะฟาดหัวชาวบ้าน (ที่ผมคิดว่า..) โง่ ๆ ได้ แต่เรื่องนี้ยังไม่ใช่เรื่องที่ผมสาสมกับชีวิตตัวเอง!!! สมัยนั้น ผมต้องทำหน้าที่คอยต้อนรับเจ้านายที่มาจากกรุงเทพ ด้วยการจัดหาทุกสิ่งทุกอย่างมาบำรุงบำเรอเจ้านาย เพื่อที่เจ้านายจะได้รัก และเมตตา ซึ่งทำให้ชีวิตผมพลอยได้รับความสะดวกสบายไปด้วย โดยเฉพาะ เรื่องหน้าที่การงาน นายต้องการอะไร ผมต้องจัดหาให้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กสาว หรือการรับรองที่พิเศษ และสิ่งที่พิเศษ ที่ว่านั้น ก็คือ การล่าสัตว์ เจ้านายจากกรุงเทพจะชอบล่าสัตว์มาก ชอบที่จะเห็นสัตว์ที่เรากำลังล่าวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน หรือเลือดแดงฉานไปทั้งตัว ยิ่งตัวไหนยิ่งดิ้นทุรนทุราย เกลือกกลิ้งไปมา เจ้านายยิ่งชอบ ผมเองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากพวกเจ้านายจากกรุงเทพเท่าไหร่นัก อาจจะเป็นเพราะจิตใจตอนนั้นของผมกำลังสนุก เพราะเข้าสู่วัยกลางคน และมีอาวุธในมือ ที่สามารถจะพิพากษาชีวิตของสัตว์ทุกชนิดที่ขวางหน้าได้ ถามว่าการล่าสัตว์ผิดไหม? ผิดครับ แต่ด้วยความเป็นข้าราชการท้องที่ และเป็นคนที่ในท้องที่ที่อยู่มานาน ใคร ๆ ก็เกรงใจ …

Posted in บทความธรรมะ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ชีวิตที่เคย “ฆ่า”

ชีวิตที่เคย “ฆ่า” เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว สมัยที่ผมยังไม่อายุมากเท่าทุกวันนี้ ผมมีอาชีพรับราชการในจังหวัดที่ได้ชื่อว่ามีป่าไม้อุดมที่สุด เมื่อก่อนนี้ผมไม่รู้สึกรู้สาอะไรเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษเท่าไหร่นัก มีชีวิตในวัยหนุ่มค่อนข้างคุ้มค่าไม่ว่าจะเป็น เหล้า ผู้หญิง และการพนัน เพราะผมถือว่าชีวิตของคนเรานั้น ไม่ได้ยืนยาวนานอย่างที่เราคิด เมื่อเรามีโอกาสที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุข เราก็ควรตักตวงความสุขนั้นอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า ใครจะเดือดร้อนอะไรบ้าง? เล่าอย่างไม่อายเลยว่า ผมเคยแม้แต่กระทั่งย่องเข้าไปปล้ำลูกสาวชาวบ้าน ตอนที่ผมเข้าไปเที่ยวหา ความสบายในป่า เพราะคิดว่าเธอ และพ่อแม่ของเด็กสาวคนนั้นเป็นคนบ้านนอกคอกนา ไม่รู้ประสีประสา อาศัยความเป็น “ข้าราชการ” แกมบังคับ สมัยนั้น (หรือสมัยนี้ก็ตาม) ถือว่า การได้ร่วมหลับนอนกับเด็กสาวบริสุทธิ์เป็นเหมือนเครื่องชูกำลัง อย่างหนึ่ง ผมไม่ได้รู้สึกสำนึกบาปเลยที่ได้ทำอย่างนั้น เพราะคิดว่า เมื่อมีปัญหาเดือดร้อนขึ้นมา ผมสามารถ “เคลียร์” ได้ทุกอย่าง เพราะผมเป็นข้าราชการ และมี “เงิน” พอที่จะฟาดหัวชาวบ้าน (ที่ผมคิดว่า..) โง่ ๆ ได้ แต่เรื่องนี้ยังไม่ใช่เรื่องที่ผมสาสมกับชีวิตตัวเอง!!! สมัยนั้น ผมต้องทำหน้าที่คอยต้อนรับเจ้านายที่มาจากกรุงเทพ ด้วยการจัดหาทุกสิ่งทุกอย่างมาบำรุงบำเรอเจ้านาย เพื่อที่เจ้านายจะได้รัก และเมตตา ซึ่งทำให้ชีวิตผมพลอยได้รับความสะดวกสบายไปด้วย โดยเฉพาะ เรื่องหน้าที่การงาน นายต้องการอะไร ผมต้องจัดหาให้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กสาว หรือการรับรองที่พิเศษ และสิ่งที่พิเศษ ที่ว่านั้น ก็คือ การล่าสัตว์ เจ้านายจากกรุงเทพจะชอบล่าสัตว์มาก ชอบที่จะเห็นสัตว์ที่เรากำลังล่าวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน หรือเลือดแดงฉานไปทั้งตัว ยิ่งตัวไหนยิ่งดิ้นทุรนทุราย เกลือกกลิ้งไปมา เจ้านายยิ่งชอบ ผมเองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากพวกเจ้านายจากกรุงเทพเท่าไหร่นัก อาจจะเป็นเพราะจิตใจตอนนั้นของผมกำลังสนุก เพราะเข้าสู่วัยกลางคน และมีอาวุธในมือ ที่สามารถจะพิพากษาชีวิตของสัตว์ทุกชนิดที่ขวางหน้าได้ ถามว่าการล่าสัตว์ผิดไหม? ผิดครับ แต่ด้วยความเป็นข้าราชการท้องที่ และเป็นคนที่ในท้องที่ที่อยู่มานาน ใคร ๆ ก็เกรงใจ …

Posted in บทความธรรมะ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ข้อคิดดีๆ เมื่อผิดหวัง

ข้อคิดดีๆ เมื่อผิดหวัง จงอย่าท้อเมื่อเจออุปสรรค…แต่เราจงมองหาโอกาสที่ซ่อนอยู่ในอุปสรรคแต่ละครั้งที่เราจ้องเผชิญ..ด้วยสติปัญญา..แล้วเราจะมีทางออกที่ดีได้เสมอ เราไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการเสมอ…และเราสมควรที่จะเอามาเป็นบทเรียนในอนาคตต่อไปได้เป็นอย่างดีด้วย ความหวัง คือจุดเริ่มต้นของความผิดหวัง..และความพยายาม อดทน สู้ ก็เป็นจุดที่จะทำให้เราได้สมหวังได้เช่นกัน หากในชีวิตเราคิด พูด และฝัน แต่ในด้านบวก เราจะรู้ว่าในโลกใบนี้น่าอยู่ มีคนอีกมากมายที่รักเราและทุกๆสิ่งล้วนเป็นไปได้เสมอ มิตรภาพที่ดี มารยาที่ดีงามต่อทุกๆคนเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด..เป็นคนต้องมีกิริยาสุภาพ ดุจดอกมะลิที่มีกลิ่นหอม ใครได้รับย่อมมีความรู้สึกดีๆเสมอ.. คนทุกคนเกิดมาไม่ว่ารวยหรือจน แตกต่างกันเพียงแค่ฐานะทางสังคม..แต่หารู้ไม่เลยว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน..หากเราคิดดีแล้วไม่ควรที่จะดูถูกเหยียดหยามซึ่งกันและกัน ความรัก…มักจะชนะทุกสิ่ง..แต่ ความจริง คือสิ่งที่ต้องยอมรับ เมื่อมีรักอยู่ในใจ..ชีวิตก็งดงามดุจความฝัน..ฉะนั้นเราจงรักษารักนี้ไว้ให้นานที่สุดและอยู่กับเราตลอดไป อาจจะมีบางครั้งในชีวิตเราที่ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างไปเพื่อ…สิ่งที่ไร้ค่า…กว่าจะรับรู้ถึงความเป็นจริงชีวิตนั้นแทบสลาย..วันนี้หากเราคิดจะทำอะไรลงไปก็ขอให้มีสติรอบคอบ ทุกชีวิตใช่ว่าฟ้าลิขิต…ทุกชีวิตใช่ว่าจะสดใส เพราะทุกๆชีวิตต่างก็ดำเนินชีวิตไป แล้วแต่ใครคนนั้นจะเลือกทางให้ตัวเอง คนที่รู้จักจุดหมายปลายทางของตนเอง คือ คนที่เดินทางได้ไกลที่สุด ถึงแม้ว่าวันนี้เราจะไม่พบกับสิ่งที่พอใจ แต่อย่างน้อย เราอาจจะพบเจอกับสิ่งใหม่ๆ โลกได้สอนให้เรารู้ว่าทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง..แต่โลกก็กลับสอนให้เราต้องผูกพัน..มีมิตรภาพที่ดีต่อกันเสมอ หากเราได้รักใครสักคนที่เขาไม่รักเรา สักวันหนึ่ง..เค้าอาจจะเปลี่ยนใจ เพียงเราเข้มแข็งพอที่จะเผชิญกับความจริงในวันนั้นและอ่อนแอพอที่จะรับรู้ว่าลำพังคนเราเองนั้นมักจะไม่สมหวังในทุกๆสิ่งที่หวังไว้เสมอไป ของขวัญชิ้นที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตเรา .คือ การให้อภัย ให้ความเมตตาและให้มิตรภาพที่ดีๆต่อทุกๆคนแม้เราจะไม่เคยรู้จักกันก็ตาม.. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเราและเป็นหนี้ที่ใช้ไม่เคยหมด คือ หนี้บุญคุณ (ในเรื่องของความรัก)..ไม่มีคนใดมีค่าพอที่เราสมควรจะเสียน้ำตาให้..เพราะคนที่มีค่าพอเขาจะไม่ทำให้เราต้องเสีย..น้ำตา.. คบคนไกลเอาใจยาก แฟนเขามากเราไม่รู้ดูไม่เห็น เขารักเราเขาก็รักคนอื่นเป็น เขาไม่เห็นหน้าเราเขาก็ลืม

Posted in บทความธรรมะ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

วิธีแก้กรรมด้วยตนเอง

วิธีแก้กรรมด้วยตนเอง กรรมเกิดจากการกระทำ (สิ่งใดสิ่งหนึ่งดังนี้) 1.เคยทำแท้งไหม 2.ไม่เคยทำบุญให้บรรพบุรุษไหม 3.ไม่เข้าใจครอบครัว สามี ภรรยา ลูกหรือเปล่า 4.เคยผิดศีลกาเม ในชาติก่อนและชาตินี้ไหม 5.ทำผิดต่อเจ้าที่เจ้าทางไหม วิธีแก้กรรม 1.นิมนต์พระเลี้ยง ทำบุญบ้าน วันเกิด สวดชะยันโต ขอพร ประพรมน้ำมนต์ให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข และถวายสังฆทานสวดอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้อโหสิกรรม 2.ไปถวายผ้าบังสุกุลอุทิศให้บรรพบุรุษให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข หรือทำบุญให้บรรพบุรุษให้ได้รับกุศล 3.เคยบอกรักสามี-ภรรยาและลูกบ้างไหม ทำเดี๋ยวนี้ จะทำให้เขาเข้าใจมากขึ้นว่าเรารัก 4.สวดมนต์ทุกวันเกิดตนเอง ขอพรเทพประจำตัวให้คุ้มครองครอบครัวให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข 5.ตั้งเครื่องเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทางด้วยอาหารคาวหวานชุดใหญ่ อธิษฐานจิตต่อพระภูมิเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือนขอให้ยกโทษให้ ไม่ว่าท่านจะล่วงเกินโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ขออย่าได้ถือโทษเอาผิด ขอพรให้อำนวยโชคลาภและความร่มเย็นเป็นสุขให้ครอบครัวท่าน กรรมส่งผลให้เสียเงินตลอด เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้ 1.เคยเอาเงินเขามาในชาติอดีตแล้วไม่คืน 2.ปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยแพง 3.โกงคนในชาติปัจจุบัน 4.ทำแท้ง 5.ยุยงให้คนเสียเงิน โดยรู้ว่าผิดก็ให้ทำ วิธีแก้กรรม 1.พยายามทำบุญอุทิศส่วนกุศล ทุกวันเกิด ให้ผู้ที่เคยล่วงเกินกันมาตั้งแต่อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน 2.หากมีคนที่ล่วงเกินยังมีชีวิตอยู่ หาเงินไปคืนและขออโหสิกรรม เพื่อชีวิตเราจะได้ดีขึ้นต่อไป 3.ตักบาตรวันโกน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรและวิญญาณเด็กที่ตามมาให้ได้รับกุศล และเปิดทางให้ชีวิตดีขึ้น 4.ทำกุศลกับผู้มีพระคุณและช่วยคนไว้ เพื่อยามทุกข์ยากจะได้มีคนมาเหลียวแล และดูแลเราบ้าง 5.สวดมนต์ทุกวันเกิด และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน กรรมส่งผล ให้ต้องสะเดาะเคราะห์ เกิดจากปรากฎการณ์ดังต่อไปนี้ เมื่อดาวพระเคราะห์ที่ให้โทษเข้าเสวยอายุ ก็จะประสบเคราะห์ร้าย เช่น ป่วยหนัก อุบัติเหตุ เสียเงิน จึงต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์ เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้ 1.ชอบทำร้ายคนต่ำกว่าให้ทุกข์ทรมาน หรือ ป่วยหนัก 2.ฆ่าสัตว์ไว้ ผิดศีลข้อ 1 วิธีแก้กรรม 1.กินเจ 7 วัน อุทิศให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เคยทำไว้ตั้งแต่อดีตชาติปัจจุบันชาติ …

Posted in บทความธรรมะ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เรามีบุญนักแล้ว ที่ได้เกิดเป็มนุษย์

เรามีบุญนักแล้ว ที่ได้เกิดเป็มนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์และยังได้พบพระพุทธศาสนา ศาสนาของพระผู้จอมปราชญ์ สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จะยอมเป็นคนไม่ฉลาด ไร้ปัญญา จมอยู่ในความโฉดเขลาเบาปัญญานั้นหาควรไม่ เรามีบุญนักแล้ว ที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ทั้งยังได้พบพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาของพระผู้มีพระปัญญายิ่ง เป็นศาสนาเดียวที่จะพาให้พ้นทุกข์มากมายของการเกิด ทุกศาสนาสอนให้ปฏิบัติดี ไม่ปฏิบัติชั่ว แต่พระพุทธศาสนาสอนสูงยิ่งไปกว่าสอนให้ปฏิบัติดี พระพุทธศาสานาสอนให้ปฏิบัติที่จะพาให้พ้นทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่มีชีวิตในภพชาตินี้ และภพชาตินี้จะเป็นภพชาติสุดท้ายก็ได้ จะไม่มีภพชาติใหม่อีกเลยได้ นั่นก็คือ พระพุทธศาสนาสามารถนำให้พ้นทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิงจริง ไม่มีภพชาติใหม่ให้เป็นทุกข์อีก แม้เป็นผู้ปฏิบัติถูก ปฏิบัติตรง ปฏิบัติจริง ตามที่ทรงตรัสรู้ และด้วยพระมหากรุณาทรงแสดงสอน ยังมีแน่ ผู้ยังปรารถนาความมีภพชาติใหม่ ทั้งยังคิดว่า จะทุกข์ยากลำบากลำบนอย่างไร ให้ได้เกิดใหม่ก็ยังดี ดีกว่าไม่เกิด และผู้ที่คิดเช่นนี้แทบทั้งนั้นคิดมุ่งไปทางเดียว ว่าการเกิดใหม่คือ การเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้น ไม่คิดให้ถูกตามเป็นจริงว่า การเกิดใหม่นั้นเกิดได้มากมายหลายชนิด เกิดในนรกก็ได้ เกิดเป็นสัตว์ใหญ่สัตว์เล็กก็ได้ ไม่เพียงเกิดเป็นคนได้เท่านั้น ข้อสำคัญแม้เกิดเป็นคนก็อาจจะเป็น คนตาบอด หูหนวก ใบ้ บ้า แขนขาด ขาขาด พิกลพิการได้ต่างๆ นานา ดังได้พบได้เห็นกันอยู่ไม่น้อยแล้วในทุกวันนี้ ทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของกรรม ที่พากันทำมาแล้วนับภพนับชาติไม่ได้ เรารู้หรือว่าเราได้ทำกรรมใดไว้ จะนำให้ภพชาติข้างหน้าเป็นไปตามอำนาจของกรรมใด ให้เป็นอย่างนี้ดีกว่ากระมัง คือ พบเห็นผู้คนที่อยู่ในสภาพน่าอเนจอนาถในยิ่งนัก ก็ให้คิดถึงตนเองบ้าง แน่ใจได้อย่างไรว่า เราจะไม่เกิดในสภาพที่พิกลพิการ น่าสลดสังเวชเช่นนั้น คิดว่าควรจะเสี่ยงเกิดในสภาพนั้นหรือ ไม่กลัวจริงๆ หรือ คิดให้ดี คิดให้รอบคอบ คิดแล้วคิดอีกให้เกิดความแน่ใจ ว่าพร้อมจะเสี่ยงภัยสภาพในภพภูมิใหม่เช่นนั้นนา ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องเห็นความจำเป็น ที่จะต้องเร่งปฏิบัติให้ถูกให้ตรงให้จริง ตามที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงพระมหากรุณาแสดงสอนไว้ เพื่อความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงของเรา ของสัตว์โลกทั้งปวง : แสงส่องใจ อาสาฬหบูชา ๒๕๔๘ : …

Posted in บทความธรรมะ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

“จิต”ไม่เหมือนกัน “ผล”ก็ย่อมไม่เหมือนกัน

“จิต”ไม่เหมือนกัน “ผล”ก็ย่อมไม่เหมือนกัน ปัญหา ก่อนที่จะให้ทาน ถ้าเราตั้งใจขอให้ได้เสวยผลของทานผลจะเป็นอย่างไร ? **พุทธดำรัสตอบ “…..บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลแล้วให้ทานมุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจตุมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีการกลับมา คือมาสู่ความเป็น (มนุษย์) อย่างนี้” ปัญหา คนบางคนเมื่อให้ทาน ไม่มุ่งหวังผลตอบแทนอะไร เห็นว่าการให้ทานเป็นความดี ก็ ให้ทานเพื่อกระทำความดี ทานแบบนี้จะมีผลอย่างไร ? **พุทธดำรัสตอบ “……ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นเมื่อให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีการกลับมา คือมาสู่ความเป็น อย่างนี้” ปัญหา บางคนให้ทาน ไม่ใช่เพราะหวังผลทาน ไม่ใช่เพราะเห็นว่าการให้ทานเป็นความดี แต่ให้ทานเพราะมารดาบิดาปู่ย่าตายายเคยให้มา ให้ทานเพื่อรักษาประเพณี ผลทานจะเป็นอย่างไร ? **พุทธดำรัสตอบ “……บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีความหวังจึงให้ทาน…. ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า มารดาบิดาปู่ย่าตายายเคยให้มา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ฯลฯ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีการกลับมา คือมาสู่ความเป็น อย่างนี้” ปัญหา บางคนให้ทาน ไม่มุ่งผล ไม่เห็นว่าทานเป็นของดี ไม่ทำตามประเพณี แต่ให้เมื่อมุ่งอนุเคราะห์แก่พระภิกษุสงฆ์ …

Posted in บทความธรรมะ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ต้นกำเนิดมนุษย์คือ อาภัสราพรหมจริงหรือ กำเนิดชีวิต โลกที่เราอยู่นี้คืออะไร? โลกเกิดมาได้อย่างไร? เราท่านเกิดมาได้อย่างไร? พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงวิวัฒนาการของโลกไว้ใน อัคคุญสูตร ซึ่งเป็นสูตรสำคัญสูตรหนึ่งใน คุมภีร์นิกาย สรุปใจความย่อๆมีใจความว่า จักวาลนี้เดิมทีเป็นกลุ่มก๊าซไอน้ำ โลกเราก็เป็นกลุ่มก๊าซไอน้ำก้อนมหึมาก้อนหนึ่ง ในความเวิ้งว้างของอวกาศนั้น มีสัตว์หมู่หนึ่งล่องลอยอยู่ไปมา ไม่มีร่างกาย มีแต่จิต ไม่ต้องกินอาหาร หากกินความปีติอิ่มเอิบใจเป็นอาหารจะเรียกว่าเสวยอารมณ์ทิพย์ก็ได้ สัตว์หมู่นี้ชื่อว่า อาภัสรพรหม มีแสงสว่างรัศมีในตัวเองคล้ายหิ่งห้อย แต่ทว่าแสงสว่างรุ่งเรืองกว่าหิ่งห้อยหลายร้อยหลายพันเท่า ยุคนั้นเป็นยุคมืดตื้อ ไม่มีดวงอาทิตย์ไม่มีดวงจันทร์ไม่มีหมู่ดาวไม่มีกลางวันกลางคืน โลกและจักรวาลมีแต่กลุ่มก๊าซไอน้ำ กาลนานมาพวกสัตว์ไม่มีร่าง มีแต่จิตเสวยอารมณ์ทิพย์พวกนี้ได้ล่องลอยมาเห็นโลกเข้าหรือจะเรียกว่าจุติมาก็ได้ ได้พบว่าบนผิวน้ำนั้นมีโอชะดินหรือง้วนดินลอยเป็นฝ้าอยู่เหนือน้ำเต็มไปหมด เหมือนผ้าที่อยู่บนผิวนมร้อนตอนที่มันเย็นลงนั้นแหละ ง้วนดินนี้ระเหยขึ้นมาจากก้นทะเล ด้วยอำนาจความร้อนภายในของโลก มีกลิ่นหอมหวนทวนลมยิ่งนัก พวกอาภัสรพรหมเห็นเป็นของแปลกประหลาดจึงได้ลองลิ้มชิมรสง้วนดินดู พบว่ารสชาติหอมหวานยิ่งนัก ต่างก็ติดอกติดใจรสชาติของง้วนดินเลยกินกันใหญ่ มีความหลงใหลในโอชะดิน จนลืมคิดที่จะเหาะล่องลอย ท่องเที่ยวไปในอากาศพากันเพลิดเพลินเจริญใจเสพโอชะง้วนดินไม่ไปไหน เมื่อบริโภคง้วนดินนานๆเข้าก็ปรากฏเป็นรูปร่างหรือกายหยาบขึ้น รัศมีสีแสงในตัวก็หายไปทีละน้อยๆ จนหมดสิ้น ในที่สุดพอรัศมีหมดไป จิตหรือวิญญาณมีร่างกายหยาบครองด้วยวิตามินง้วนดินที่เสพเข้าไป ทำให้ไม่สามารถจะเหาะล่องลอยไปไหนมาไหนเหมือนหิ่งห้อยได้อีกต่อไปก็กลายเป็นสตัว์โลกไป ตอนนี้เอง กลุ่มก๊าซไอน้ำทั้งหลายในห้วงจักรวาล ได้ก่อปฏิกริยาด้วยพลังงานสสารธาตุในตัวเองกลายเป็นลูกไฟดวงใหญ่มหึมาขึ้น จะเรียกว่าดาวฤกษ์ก็ได้ เรียกว่าดวงอาทิตย์ก็ได้ เมื่อเกิดดาวฤกษ์หรือดวงอาทิตย์ขึ้นก็เกิดดวงจันทร์ เกิดดวงดาวน้อยใหญ่ขึ้นตามมาด้วยกฎธรรมชาติของจักรวาลเอง โดยหาได้มีใครสร้างขึ้นมาไม่ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมา โลกที่เต็มไปด้วยน้ำก็เริ่มระเหยกลายเป็นไอเพราะถูกแสงแดดแผดเผา ตอนนี้อาภัสรพรหมที่หลงใหลติดใจในรสชาติง้วนดินได้กลายสภาพเป็นสัตว์น้ำ พวกแรกที่เกิดขึ้นในโลกแต่จะเป็นสัตว์อะไรนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสถึงรายละเอียดพระองค์ทรงกล่าวแต่เพียงว่าเป็นสัตว์ที่ยังไม่มีเพศ ยังไม่มีความรู้สึกในด้านกามโลกีย์ กาลนานต่อมาอีกไม่รู้เท่าไหร่ ความร้อนของดวงอาทิตย์ที่แผดเผา ทำให้น้ำในโลกระเหยจนงวดเข้า เกิดแผ่นดินงอกขึ้นมาเป็นทวีป สัตว์กลุ่มแรกหรือพวกอาภัสรพรหมที่มาติดใจในรสชาติง้วนดินได้ขึ้นมาเป็นสัตว์บก วิวัฒนาการทางรูปร่างเปลี่ยนไปตามธรรมชาติสิ่งแวดล้อม นอกจากจะกินง้วนดินเป็นอาหารแล้ว ยังกินพืชพันธุ์อย่างอื่นที่งอกขึ้นมาจากพื้นดินหล่อเลี้ยงชีพ ทำให้ร่างกายก็แปลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ จนในที่สุดได้เกิดแบ่งเป็นเพศตัวผู้และตัวเมียขึ้น ความเป็นสัตว์โลกโดยมบูรณ์ได้เริ่มขึ้นตอนนี้เอง คือเป็นสัตว์มนุษย์ จากนั้นการสืบพันธุ์แพร่ขยายชาติเชื้อก็ดำเนินไปตามกฎธรรมชาติ ง้วนดินอันโอชารสได้หมดไปจากโลกแล้วในตอนนี้ มีแต่พืชพันธ์ต่างๆเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีพ ไม่โอชารสเหมือนง้วนดินในยุคแรกเลย ต่อมาเหล่าสัตว์ไร้ร่าง มีแต่จิตทั้งหลาย คืออาภัสราพรหมที่อยากจะมาเกิดในโลก จึงจำใจต้องเข้าเกิดในท้องมนุษย์ พวกแรกนี้แทนบริโภคง้วนดิน …

Posted in บทความธรรมะ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

รายงานผลกรรมเมื่อผิดศีล 5

รายงานผลกรรมเมื่อผิดศีล 5 ผิดศีลข้อ 1 ( ฆ่าสัตว์,เบียดเบียนทำร้ายสัตว์,กักขังทรมาณสัตว์) ผลกรรมคือ 1. มักมีปัญหาสุขภาพ ขี้โรค มีโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย รักษายุ่งยาก 2. มีอุบัติเหตุบ่อยๆ อาจมีอุปฆาตกรรม คือกรรมตัดรอน ทำให้ตายก่อนอายุขัย 3. อาจพิกลพิการ มีปัญหาร่างกายไม่สมส่วน ไม่สมประกอบ 4. กำพร้าพ่อแม่ คนใกล้ตัวโดนฆ่า 5.อายุสั้น ตายทรมาณ ตายแบบเดียวกับที่ไปฆ่าไปทรมาณสัตว์ไว้ 6. อัปลักษณ์ มีปมด้อยด้านสังขาร แนะนำหนทางทุเลา — ตั้งสัจจะว่าจะพยายามไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียน ไม่แกล้ง ไม่กักขัง ว่างๆก็ไถ่ชีวิตสัตว์ เช่นไปตลาดซื้อปลาที่เค้ากำลังจะขายให้คนไปทำกิน ให้เราซื้อไปปล่อยในเขตอภัยทาน (ท่าน้ำของวัด) หรือ ซื้อยาสมุนไพร ยาแผนปัจจุบันไปให้ถวายพระที่วัด หรือไปตามโรงพยาบาลทั้งของคนปกติและ ของสงฆ์เพื่อบริจาคค่ารักษา หรือรับอุปถัมภ์ค่ารักษาพยาบาล บริจาคเลือดและร่างกายให้สภากาชาดไทยหรือตามโรงพยาบาลต่างๆ และอื่นๆตามแต่ท่านจะสะดวกและตามกำลัง ผิดศีลข้อที่ 2 (ลักทรัพย์ ขโมย ฉ้อโกง ยักยอก ทำลายทรัพย์) ผลกรรมคือ 1. ธุรกิจไม่เจริญก้าวหน้า เจ๊ง ขาดทุน ฝืดเคือง โดนโกง 2. มีแต่อุบัติเหตุให้เสียทรัพย์สิน ต้องชดใช้ให้คนอื่นอย่างไร้เหตุผล 3. ทรัพย์หายบ่อยๆหลงลืมทรัพย์วางไว้ไม่เป็นที่ หาก็ไม่เจอ 4. มีคนมาผลาญทรัพย์เรื่อยๆทั้งคนใกล้ตัวและคนทั่วไป 5. ลูกหลานแย่งชิงมรดก โดนลักขโมยบ่อยๆ 6.ตระกูลอับจนไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่คนมาทำลายทรัพย์ แนะนำหนทางทุเลา — ตั้งสัจจะไม่ยุ่งกับทรัพย์สินของคนอื่น หากอยากได้ให้ขอเสียก่อน …

Posted in บทความธรรมะ | ไม่ให้ใส่ความเห็น